GED คืออะไร?

GED (General Educational Development) คือการสอบเทียบเท่าระดับวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายในประเทศไทยตามหลักสูตรการศึกษาของสหรัฐอเมริกาและแคนาดา นั่นหมายความว่าผู้ที่ผ่านการสอบ GED จะมีศักดิ์และสิทธิเทียบเท่าการเรียนจบม.6 ในไทยและสิ่งนั้นหมายถึงการมีสิทธิสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้

ฟังดูดีไหมครับ…ความหมายอีกอย่างหนึ่งคือการสอบเทียบนั่นเอง โดย GED มีวิชาที่ต้องสอบ 4 วิชา (ก่อนปี 2017 มี 5 วิชา เพิ่งจะมาปรับลดเหลือ 4 วิชา) หากใครสอบผ่านได้หมดก็เท่ากับจบม.6 เลย (แต่ต้องมีอายุอย่างน้อย 16 ปีขึ้นไป) แถมสามารถนำไปสมัครเรียนมหาวิทยาลัยได้หลายประเทศ หลายสถาบัน รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

สิ่งที่ฟังแล้วหลายๆคนอาจหูผึ่งเลยก็คือการสอบ GED มีจัดสอบตลอดทั้งปีในวันธรรมดา เคยมีน้องๆหลายคนไปสอบทั้ง 4 วิชานั่นแหละ ภายในสัปดาห์เดียว และก็ผ่านหมด ซึ่งหมายถึงจบม.6 ในสัปดาห์เดียวนั่นแหละ และนั่นหมายถึงการได้สิทธิของผู้จบม.6 ทั้งหาย เช่น การมีสิทธิสมัครเรียนมหาวิทยาลัย (หลักสูตรอินเตอร์และไทย) สอบ O-NET ม.6/ GAT/ PAT หรือแม้กระทั่งการสอบ กสพท. แม้จะยังอยู่ชั้นม.4-5 เท่านั้น!!!

ติดต่อสอบถามคอร์สการเรียน GED ได้ที่

064-193-0999 (K’น้ำตาล) หรือ LINE: @noncututor

FIND A CLASS THAT’S RIGHT FOR YOU.

การเรียน GED ที่สถาบัน Kruchulatutor International มี 3 แบบด้วยกัน

เรียนเดี่ยว (Private)

เรียนคู่ (Semi)

Package เรียนเดี่ยว

(ฟรี 1 Hr)

มาถึงตรงนี้ หลายๆคนอาจคิดว่า…มันดูดีเกินจริงไปไหม…ข้อสอบนี้ได้รับการรับรองหรือเปล่า…หลอกลวงหรือเปล่า
นั่นคือจุดประสงค์ในการสร้างบทความนี้ขึ้นมา มาดูสิ่งที่ควรรู้ 10 อย่างเกี่ยวกับ GED กัน

สิ่งที่ควรรู้ 10 อย่างเกี่ยวกับ GED

  1. Mathematics Reasoning
  2. Social Studies
  3. Science
  4. Reasoning Through Language Arts (RLA)

แต่ละวิชาจะมีคำถาม 30-50 คำถาม โดยเป็นตัวเลือกตอบ (Choice) เกือบทั้งหมด ส่วนวิชา Reasoning Through Language Arts จะมีการให้เขียน Essay ด้วย

การสอบ GED ให้ผ่านมีรายละเอียดดังนี้

“ ทุกวิชามี Scale ตั้งแต่ 100 ถึง 200 คะแนน ในแต่ละวิชาต้องไม่น้อยกว่า 145 คะแนนจึงจะถือว่าสอบผ่านและได้รับ GED Diploma and Transcript ซึ่งเอกสาร 2 อย่างนี้จะต้องทำการ Request ในระบบหลังจากสอบผ่านแล้ว มิฉะนั้นจะไม่มีเอกสารใดๆส่งมา ”

การสอบซ่อมและการสอบใหม่เพื่อให้ได้คะแนนมากกว่าเดิม หากเป็นการสอบครั้งที่ 2 และ 3 ในแต่ละวิชา ผู้สอบสามารถลงทะเบียนสอบได้เลย แต่การสอบครั้งที่ 4 เป็นต้นไป ผู้สอบจะต้องเว้นระยะห่างจากการสอบครั้งที่แล้วไม่ต่ำกว่า 60 วัน แต่ผู้สอบเองก็ต้องพิจารณาถึงตัวเองด้วยว่า จะสามารถสอบผ่านหรือไม่?

ผู้เข้าสอบ GED ต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ (นับตามวัน เดือน ปีเกิด) ถึงจะสามารถเข้าสอบ GED ได้

สำหรับผู้ที่อายุ 16-17 ปีบริบูรณ์ (นับตามวัน เดือน ปีเกิด) และต้องการสอบ GED จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ปกครองเสียก่อน และต้องทำเป็นหนังสือยินยอม (Consent Form) เป็นหลักฐานส่งไปยัง GED Testing Service เพื่อขอเข้าสอบ

Consent Form คือหนังสือยินยอมของผู้ปกครองที่อนุญาตให้นักเรียนที่มีอายุ 16-17 ปีบริบูรณ์เข้าสอบ GED

Consent Form ผู้เข้าสอบสามารถ Download ได้จากเวปไซต์สมัครสอบ GED (www.ged.com) ผู้ปกครองและผู้เข้าสอบต้องกรอกข้อความใน Consent Form ด้วยกัน ถัดจากนั้นส่งเป็น File PDF ไปยัง Operations@gedtestingservice.com

GED Testing Service จะใช้เวลาดำเนินการ Consent Form ประมาณ 2 วัน ถัดจากนั้นผู้เข้าสอบก็จะสามารถจัดตารางสอบ GED ได้

สถานที่สอบ GED ในประเทศไทย มีทั้งหมด 5 ที่ ดังนี้

  1. Paradigm: ชั้น 2 อาคารอัลม่าลิงค์ ชิดลม กทม. 092 063 5599
  2. Pearson Professional Centers: BB Building, ชั้น 10 ถนนอโศกมนตรี ซอยสุขุมวิท 21 กทม. 02 664 3563
  3. Movaci Technology: 420/11-13 ถนนช้างคลาน อ. เมือง จ. เชียงใหม่ 053 920 555
  4. Thabyay Education:อ.แม่สอด จ.ตาก
  5. Phuket Academic Language School:66/19 ถนนวิจิตรสงคราม อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต

การเปลี่ยนวันสอบ สามารถเปลี่ยนได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องเปลี่ยนก่อนถึงเวลาสอบ 24 ชั่วโมง ส่วนการยกเลิกสอบนั้นก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยคืนค่าสอบเต็มจำนวน ผ่านบัตรเครดิตที่ใช้สมัครสอบ แต่ต้องยกเลิกก่อนถึงเวลาสอบ 24 ชั่วโมง

ประเทศไทย โดยกระทรวงศึกษาธิการได้มีประกาศเรื่อง การเทียบวุฒิการศึกษาต่างประเทศลงไว้วันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2558 มีเนื้อหาโดยใจความสำคัญว่า ผู้ใดสอบได้รับประกาศนียบัตร High School Equivalency Credential ดำเนินการในนามของ Government of the District of District of Columbia (Washington, D.C.) ให้เท่ากับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ม.6)

GED เป็นการศึกษานอกระบบของประเทศอเมริกา ซึ่งเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้สอบ และเมื่อสอบผ่านจะได้รับ High School Equivalency Diploma โดย GED มีข้อดีหลายประการ ดังนี้

  1. เด็กอายุ 16 ปีบริบูรณ์เข้าสอบได้ (กรณีที่ผู้ปกครองอนุญาต)
  2. สอบแค่ 4 วิชาเท่านั้น และข้อสอบก็เป็นแบบ Multiple choices เป็นส่วนใหญ่
  3. มีวันสอบทุกสัปดาห์ วันจันทร์ถึงวันศุกร์
  4. ได้วุฒิเทียบเท่า ม.6 ภายในระยะเวลาไม่นาน
  5. มีหนังสือเตรียมสอบ และสื่อการเรียนในรูปแบบอื่นๆ มากมาย
  6. กระทรวงศึกษาธิการ ได้มีประกาศรับรองวุฒิ GED

GED เป็นการศึกษานอกระบบ ซึ่งเหมาะกับบุคคลทั่วไปที่ไม่สามารถเข้าเรียนภาคปกติได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อนักเรียนที่เรียนอยู่ในระบบปกติให้ความสนใจมาสอบ GED จะมีข้อเสียเปรียบ ดังนี้

  1. ความรู้ด้านวิชาการไม่แน่นเท่าการเรียนตามหลักสูตรม.ปลาย 3 ปี จะมีความลำบากในการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย (แต่จะได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษแทน)
  2. ข้อสอบวิชา Language Arts, Reading และ Social Studies ผู้เข้าสอบต้องมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษ และทักษะการคิด วิเคราะห์ข้อมูล
  3. ผู้ที่มีความสามารถภาษาอังกฤษไม่ดี จะต้องใช้เวลาเรียนค่อนข้างนาน

สรุปก็คือ สิ่งต่างๆในโลกนี้มักจะมีข้อดีและข้อเสียอยู่เสมอ แต่อย่างน้อย GED ก็เปิดโอกาสให้น้องๆหลายคนมีทางเลือกที่มากขึ้น จากประสบการณ์ 20 ปีของ aims พบว่าน้องๆที่มาสอบ GED มักจะมีลักษณะดังนี้

  1. กลับมาจาก Exchange Program โดยไปต่างประเทศตอนม.5 เมื่อกลับมาจึงต้องการเรียนม.6 พร้อมเพื่อนๆแต่โรงเรียนไม่อนุญาต (และไม่อยากไปเรียนกับน้องๆ) จึงมาสอบ GED เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยไปเลย
  2. เรียนจบระดับ High School จากต่างประเทศ แต่ด้วยเหตุผลบางอย่าง กระทรวงศึกษาไม่รับเทียบวุฒิให้ (เช่น เรียนจบจริงแต่หน่วยกิตได้ไม่มากพอตามที่กระทรวงฯจะรับเทียบวุฒิให้)
  3. เรียนจบจากโรงเรียนนานาชาติในไทยแต่กระทรวงศึกษาธิการไม่รับรองคุณวุฒิ จึงต้องมาสอบ GED
  4. ต้องการสอบ GED เพื่อเข้ามหาวิทยาลัยก่อนเพื่อนๆ (มีทั้งนักเรียนจากโรงเรียนไทยและนานาชาติ) เพราะการสอบ GED หมายถึงจบระดับชั้นม.ปลายดังนั้นในกรณีของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยหลักสูตรภาษาไทย นักเรียนที่สอบผ่าน GED จึงมีสิทธิสอบข้อสอบต่างๆที่ “สงวนสิทธิ” ให้กับนักเรียนม.6 เท่านั้น เช่น GAT/ PAT/ 9 วิชาสามัญ/ O-NET/ ข้อสอบ admission ต่างๆ
  5. นักเรียน Home School

GED และ IGCSE เหมือนหรือต่างกันอย่างไร

รายละเอียดGEDIGCSE
หลักสูตรอเมริกาอังกฤษ
จํานวนวิชาที่ต้องสอบสอบเพียง 4 วิชา ได้แก่ Language Arts, Science , Social Studies และ Mathอย่างน้อย 5 วิชา + A-Level อีก 3 วิชา (รายวิชาที่สอบมีให้เลือกเยอะ)
ตารางสอบจัดสอบทุกวัน และมีหลายรอบเวลาให้เลือกสอบจัดสอบปีละ 2 ครั้ง คือช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. และเดือนต.ค.-พ.ย.
การทราบผลคะแนนทราบได้ทันทีหลังสอบเสร็จรอผลประมาณ 2 เดือน
วิธีการการสอบสามารถทยอยสอบเป็นรายวิชาได้ เลือกวิชาสอบก่อน-หลังได้อย่างอิสระ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละคนว่าพร้อมสอบวิชาใดก่อนต้องสอบตามตารางที่ศูนย์สอบกําหนดไว้เท่านั้น
การสมัครสอบสมัครสอบออนไลน์และชําระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิตที่สามารถชําระออนไลน์ได้
  • สมัครสอบที่ British Council สาขาสยามสแควร์ หรือ
  • กรอกแบบฟอร์มการสมัครส่งไปทางอีเมล หรือ
  • สมัครสอบกับโรงเรียนนานาชาติบางแห่งที่มีการเปิดรับผู้สมัครภายนอก ชําระเงินผ่านบัตรเครดิต/บัตรเดบิต

“มีค่าปรับหากสมัครล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กําหนดเปิดรับสมัคร”

การเปลี่ยนแปลงวันสอบสามารถเปลี่ยนแปลงวันสอบได้ โดยต้องเปลี่ยนก่อนล่วงหน้าที่จะถึงเวลาสอบอย่างน้อย 24 ชม.ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกําหนดการสอบได้ เนื่องจากแต่ละรายวิชาจะมีตารางสอบระบุไว้ชัดเจน ทุกคนต้องสอบตามตารางที่กําหนด เท่านั้น
ค่าธรรมเนียมการสอบ$60 ต่อรายวิชา คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,000 บาท อาจมีบวก-ลบเล็กน้อยแล้วแต่ค่าเงินของวันที่ทําการสมัคร (ราคาเท่ากันทุกวิชา)

ไม่เท่ากันในแต่ละวิชา มีทั้ง

  • 6,035 บาท /วิชา
  • 6,915 บาท /วิชา
  • 9430 บาท /วิชา
สถานที่สอบในประเทศไทย
  • Paradigm Language Instituteอาคารอัลมาลิงค์ ชั้น 2 หลังเซ็นทรัลชิดลม
  • Pearson Professional Centers-Bangkok cin Bangkok Business Building plan
  • Thabyay Education Foundation อ.แม่สอด จ. ตาก
  • Movaci Technology จ.เชียงใหม่
  • Phuket Academic Language School จ.ภูเก็ต
  • British Council สาขาสยามสแควร์
  • กรณีสมัครสอบกับโรงเรียนนานาชาติใดก็สามารถสอบที่โรงเรียนนั้นได้เลย
การรับเอกสารวุฒิการศึกษาส่งตรงจากอเมริกาจัดส่งให้ถึงบ้าน ด้วยไปรษณีย์ไทยหรือ Fed Ex แล้วแต่ว่าเราเลือกบริการแบบใดติดต่อรับด้วยตนเองที่ศูนย์สอบ

*การเปรียบกับ IGCSE เน้นเฉพาะกรณีที่สมัครสอบด้วยตนเองโดยไม่ขึ้นกับการเรียนในโรงเรียนนานาชาติ

เราจะเห็นได้เลยค่ะว่าการสอบ GED และ IGCSE นั้นต่างก็มีรูปแบบ/วิธีการสอบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งดูเหมือนว่าการสอบ GED นั้นจะดูยืดหยุ่นได้ง่ายกว่า ระบบต่าง ๆ ดูสะดวกกว่า IGCSE อยู่พอสมควร สังเกตจากกฎระเบียบและเงื่อนไขต่าง ๆ จุดเด่นอยู่ที่ตารางสอบมีให้เลือกเยอะ ทราบผลได้รวดเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การเลือกสอบ GED สามารถจบได้เร็วกว่า สถานที่สอบมีเพียงพอที่จะรองรับผู้เข้าสอบที่อาจไม่ได้มีแค่เพียงในกรุงเทพเท่านั้น และในบางครั้งเราก็พบว่านักเรียนในกรุงเทพนี่แหละค่ะ ที่ได้ศูนย์สอบในต่างจังหวัดช่วยไว้ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องสอบอย่างเร่งด่วน แต่ศูนย์สอบในกรุงเทพกลับเต็มทั้งหมด ค่าสอบอยู่ในระดับที่ไม่น่าตกใจมาก แต่อย่างไรก็ตามด้วยความที่หลักสูตรรายวิชาที่สอบของวุฒิเทียบทั้งสองตัวนี้ต่างก็มีจุดแข็งเป็นของตัวเอง ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับความชอบ และความสะดวกของแต่ละรายบุคคล

คอร์สเรียน GED ที่ Kruchulatutor International เน้นสอนให้ผ่านตั้งแต่รอบแรก

สมัครสอบ 4 วิชา+ออกวุฒิให้ (Diploma)

สอนตรงตามเนื้อหาข้อสอบที่อัพเดท

การเรียนปรับพื้นฐานรวมอยู่ในคอร์สนี้

คลาสสนุก ครูใจดี สอนสด เรียนเดี่ยว

ครูมีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 3-5 ปี ขึ้นไปทุกท่าน

ช่วยวางแผนเรื่องการยื่นเข้ามหาวิทยาลัย

เป็นคอร์สระยะสั้น เน้นติวสอบ ทริค เทคนิคที่สามารถเอาไปใช้ได้จริงในห้องสอบ

ประเมินผลเป็นรายบุคคล

มีวัดผลก่อนเรียน และก่อนสอบจริง

ดูแลตั้งแต่การลงสอบจนได้วุฒิ

**หากผู้สอบทำคะแนนของ GED ได้ 175 คะแนนขึ้นไปในแต่ละวิชาจะสามารถนำไปเทียบโอนหน่วยกิตของมหาวิทยาลัยได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามการเทียบโอนหน่วยกิตนั้นขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละมหาวิทยาลัย

การเรียน GED ที่ Elicser International นั้นมีความแตกต่างจากที่อื่น เพราะคอร์สเรียน GED ทุกคอร์สจะเรียนตาม course syllabus ที่ทีมอาจารย์ร่วมกันวางแผน เพื่อให้ครอบคลุมเนื้อหา และเน้นการตอบคำถามให้ได้คะแนน คอร์สเรียน GED ของ Elicser International ไม่ใช่เป็นการเรียน GED แบบเรื่อยเปื่อย แต่จะเน้นตรงจุด โฟกัส scope ที่สำคัญ และจำเป็นของ GED เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน การเรียน GED ด้วยวิธีนี้จะเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียน GED ที่ Elicser International สอบผ่านตั้งแต่ครั้งแรก และเพิ่มโอกาสในการทำคะแนนได้มากขึ้นอีกด้วย